บทเรียนจากการรับรองเขตปลอดโรค FMD บราซิล : นวลละออง ศรีชุมพล Insights
- นวลละออง ศรีชุมพล

- 9 มิ.ย.
- ยาว 1 นาที
การที่บราซิลได้รับการประกาศเป็นเขตปลอดโรคปากและเท้าเปื่อย (FMD) โดยไม่ใช้วัคซีน ทั้งประเทศ ในการประชุมใหญ่ WOAH ปี 2025 ถือเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมปศุสัตว์โลก โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าบราซิลมีขนาดใหญ่มหาศาล ทั้งพื้นที่ (8.5 ล้าน ตร.กม.) และจำนวนโคกว่า 234 ล้านตัว
3 นโยบายหลักที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในการทำเขตปลอดโรคปากและเท้าเปื่อยของบราซิล ได้แก่
1. การวางแผนระยะยาวและการลงทุนในระบบเฝ้าระวัง
บราซิลใช้เวลากว่าทศวรรษในการวางระบบควบคุมโรค โดยเริ่มจากการบังคับใช้มาตรการฉีดวัคซีนเชิงรุก ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสัตวแพทย์ในระดับท้องถิ่น
2. ความร่วมมือแบบมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน
ไม่เพียงแค่หน่วยงานรัฐ แต่สหกรณ์เกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้ส่งออกต่างเข้ามามีบทบาทในการควบคุมโรค โดยตระหนักว่า “ความปลอดภัยทางสุขภาพสัตว์ คือความมั่นคงทางเศรษฐกิจ”
3. การใช้ระบบข้อมูลและการตรวจสอบย้อนกลับ
บราซิลพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับติดตามและตรวจสอบสุขภาพสัตว์ในฟาร์มแบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถตอบสนองต่อการระบาดได้อย่างรวดเร็ว และสร้างความเชื่อมั่นในตลาดโลก

ดร. Marcelo de Andrade Mota ผู้อำนวยการกระทรวงเกษตรและปศุสัตว์ของบราซิล กล่าวกับนางสาวนวลละออง ศรีชุมพล นายกสมาคมผู้ส่งออกฯ ปศุสัตว์ไทย ในการพบกันที่กระทรวงเกษตรฯ ประเทศบราซิล ว่า ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ได้เกิดจาก “เทคโนโลยี” เพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นผลจาก “ความร่วมมือที่จริงจังและต่อเนื่อง” ตลอดหลายทศวรรษ ทั้งจากภาครัฐ เอกชน เกษตรกร และที่สำคัญคือ “การสื่อสารที่ชัดเจน” จนทุกฝ่ายเข้าใจและเชื่อมั่นในแนวทางเดียวกัน
ข้อเปรียบเทียบที่น่าคิดคือ ประเทศไทยมีพื้นที่เล็กกว่าบราซิล 17 เท่า และมีโคเพียง 9.5 ล้านตัว แต่ยังไม่สามารถจัดตั้งเขตปลอดโรค FMD แบบไม่ใช้วัคซีนได้ หากไทยต้องการขยับขึ้นในตลาดโลก ความท้าทายไม่ใช่เพียงโรคระบาด แต่คือการรวมพลังอย่างจริงจังระหว่างรัฐกับภาคประชาชนให้เป็นหนึ่งเดียว—ดังที่บราซิลได้พิสูจน์แล้วว่า “เป็นไปได้”




ความคิดเห็น